Preaload Image

เครือข่ายเฝ้าระวังภัยพิบัติ ลุ่มน้ำปัตตานี (PBWatch)
Academic service PBWatch

ประวัติความเป็นมา

อ่าวปัตตานีเป็นอ่าวปากแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย สภาพเป็นวงรีกึ่งปิด มีทางออกสู่อ่าวไทยทางทิศตะวันตกซึ่งจรดกับปากแม่น้ำปัตตานี ก้นอ่าวอยู่ทิศตะวันออกเป็นสันดอนปากแม่น้ำยะหริ่ง ทิศเหนือเป็นสันทรายยื่นออกไปจากฝั่งขวาของปากแม่น้ำยะหริ่ง ทอดไปทางตะวันตกเป็นแนวโค้งยาวประมาณ18 กม.เกือบขนานกับแผ่นดินใหญ่ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของอ่าว อ่าวนี้มีพื้นที่ประมาณ 74 ตร.กม. เป็นเขตที่มีชาวประมงหนาแน่นที่สุดในประเทศไทย มีหมู่บ้านชาวประมงพื้นบ้านตั้งเรียงรายอยู่ 30 หมู่บ้าน ประชากรทั้งสิ้นประมาณ 50,000 คน

การโจมตีของดีเพรสชั่นและการเกิดคลื่นเซช (Seiche) บนพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ได้สร้างความเสียหายจากแรงลม และน้ำทะเลซัดขึ้นฝั่งกระทบกับหมู่บ้านชายทะเลจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่บ้านที่อยู่รอบอ่าวปัตตานี จนทำให้เครื่องมือประมง และบ้านเรือน ของประชาชนเสียหายโดยสิ้นเชิงหรือบางส่วน (ดูในภาคผนวก ก)

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมีขอบเขตกว้างขวางและรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ทำให้ชาวบ้านต้องอยู่อย่างยากลำบาก

อย่างไรก็ตามพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีกลุ่มอนุรักษ์อ่าวปัตตานีประกอบด้วยนักวิชาการจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมร่วมทำกิจกรรมกับชาวบ้านด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรส่วนร
วมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาตลอดการฟื้นฟูภัยพิบัติครั้งนี้สามารถชักชวนให้หมู่บ้านเข้าร่วมโครงการได้อย่างเข้มข้นถึง 8 แห่งและยังมีชุมชนเครือข่ายบริเวณลุ่มน้ำสายบุรีที่ประสบภัยพิบัติเช่นเดียวกันอีก 2 แห่ง รวม 10 แห่ง

หลังเหตุการณ์ คณาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี ได้เข้าสำรวจพื้นที่และได้พบ“เห็น” ปรากฏการณ์ทางสังคมหลังภัยพิบัติทั้งในเชิงบวกและเชิงลบมากมาย ปรากฏการณ์ เชิงลบ ได้แก่
การขาดความรู้และความเข้าใจ ความไม่มีสติ ขาดกลไกและแผนในการตั้งรับกับสถานการณ์ส่วนปรากฏการณ์ เชิงบวก ได้แก่ การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันภายในชุมชนและเครือข่าย เกิดการร่วมไม้ร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ องค์กรเอกชนและชาวบ้าน มีกลุ่มอาสาต่างๆเกิดขึ้นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบบทเรียน เรื่องเล่า ประสบการณ์ ความรู้ท้องถิ่นจากเหตุการณ์ซึ่งสามารถใช้เป็นต้นทุนสำหรับทำแผนจัดระเบียบชุมชนเพื่อการตั้งรับกับภัยพิบัติ ต่อไปในอนาคตอย่างไม่ประมาท และใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี สังคมไทยมีบทเรียนและประสบการณ์ของพื้นที่สึนามิในจังหวัดพังงาสรุปได้เช่นเดียวกันว่า ปัจจัยที่ทำให้การฟื้นฟูจากภัยพิบัติขนาดใหญ่เป็นไปได้ราบรื่น คือ การพัฒนาศักยภาพของกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ ให้เกิดความสามารถในการระดมหาหนทางช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุด
ส่วนความช่วยเหลือจากภายนอกเป็นปัจจัยเสริม และที่สำคัญความเข้มแข็งของชุมชนหลังภัยพิบัติส่วนหนึ่งเกิดจากการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ช่วยเป็นพี่เลี้ยง ถามคำถาม กระตุ้นให้ชุมชนหาทางช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุดจากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่อ่าวปัตตานี รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการช่วยเหลือฟื้นฟูให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากความเสียหาย แต่องค์กรของรัฐส่วนใหญ่ ติดอยู่กับระบบราชการ ขาดประสบการณ์ในการเสริมพลังของชาวบ้านให้ช่วยเหลือกันเอง

สถาบันองค์กรพัฒนาชุมชน (พอช.) เป็นองค์กรมหาชนภายใต้การกำกับของรัฐที่มีประสบการณ์ด้านการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนมากที่สุด เป็นองค์กรหลักองค์กรหนึ่งซึ่งช่วยฟื้นฟูความเข้มแข็งในพื้นที่สึนามิ เช่นเดียวกับกรณีพิบัติภัยรอบอ่าวปัตตานี พอช. มีพันธกิจทั่วไปในการประสานงานให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู โดยเฉพาะการจัดหาสร้างที่อยู่อาศัยชั่วคราวและถาวรร่วมกับประชาชนยากไร้ซึ่งได้รับผลกระทบจากดีเพรสชั่
นครั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานีได้เชิญชาวบ้านจากหมู่บ้านที่ประสบภัยพิบัติ องค์กรพัฒนาเอกชนภายในพื้นที่ และพอช. ร่วมประชุมหาแนวทางแก้ไขสถานการณ์เพื่อทำให้กระบวนการฟื้นฟูความเสียหายดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ที่ประชุมมีมติความเห็นร่วมกันว่าจะต้องหาทางเร่งด่วนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้ดีไปกว่าเดิม โดยมีการทำงานประสานกันอย่างเป็นเครือข่าย โดยมี 3 ภาคส่วนสำคัญคือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
องค์กรพัฒนาเอกชน และชุมชนที่ประสบภัยพิบัติทั้งหมดนี้เพื่อให้ชุมชนมีศักยภาพเข้มแข็งพอสำหรับรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคตอันใกล้โดยความเข้มแข็งต่างๆได้แก่ การควบคุมสถานการณ์และช่วยตัวเองได้มากที่สุดทั้งยังต้องสามารถจัดการกับความช่วยเหลือที่ได้รับอย่างมีประสิทธิภาพ

การดำเนินงาน

การสร้างกลไกในการประสานงานการฟื้นฟูภายในพื้นที่: เนื่องจากความเสียหายรอบอ่าวปัตตานีมีบริเวณกว้าง และหน่วยงานที่จะให้ความช่วยเหลือมีหลายหน่วยทั้งภาครัฐและเอกชนตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศ
จำเป็นต้องมีสำนักงานชั่วคราวสำหรับการประสาน ซึ่งควรจะทำงานอย่างคล่องตัว ที่ประชุมในวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
เห็นว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานีเป็นองค์กรและสถานที่ซึ่งเหมาะสมที่สุด โดยสถาบันนี้จะทำหน้าที่ดังนี้

1. สร้างกลไกทำให้สารสนเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ และกิจกรรมความช่วยเหลือของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่รอบอ่าวปัตตานีมีความเป็นทันสมัยตลอดเวลา เข้าถึงได้ง่ายโดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและถูกใช้โดยชุมชนในการกำกับความคืบหน้าและถูกใช้โดยองค์กรให้ความช่วยเหลือเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนและเสริมกิจกรรมซึ่งกันและกัน
2. จัดสำนักงานประสานงานชั่วคราว เพื่อใช้เป็นจุดนัดพบระหว่างกลุ่มที่เกี่ยวข้อง จัดประชุมและเผยแพร่สารสนเทศ
3. จัดหาและประสานพี่เลี้ยงสำหรับชุมชนในกิจกรรมด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูและการพัฒนา เช่นด้านการบริหาร ด้านการเงินและการบัญชี ด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
4. สร้างกระบวนการเรียนรู้ของทุกฝ่ายรวมทั้งจัดให้นักศึกษาและเยาวชนรุ่นใหม่ในพื้นที่มีส่วนร่วมเรียนรู้ในกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงของปัญหาในลักษณะองค์รวมเพื่อการสร้างความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายพร้อมกันนี้เป็นโอกาสในการสร้างกลไกเชิงระบบที่เกิดจากศักยภาพในการพึ่งพาตนเองของชุมชน เพื่อเตรียมพร้อมในการตั้งรับกับสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆในอนาคต และสามารถลดและบรรเทาความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น
5. จัดหานักวิชาการ ทำวิจัยที่จำเป็นต่อการฟื้นฟู
6. ช่วยเหลือในการให้ข้อมูล ความรู้ การถอดบทเรียน โดยการสร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาภัยพิบัติ

ข้อมูลการติดต่อ

โครงการพีบีวอทช์ (PB Watch) มอ.ปัตตานี
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ผู้ประสานงานโครงการ :
hwanadenan@gmail.com (คุณวันอนันต์)
schuaiaree@gmail.com (อ.สมพร ช่วยอารีย์)

เว็บไซต์: www.pbwatch.net

ข่าวสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง